Stranger 2 (2020)

รีวิว Stranger SS2 Netflix ซีรีส์เกาหลี สืบสวนคดี+ศึกชิงอำนาจอัยการ Vs ตำรวจ

Stranger SS2 Netflix รีวิว สเตรนเจอร์ 2 ซีรีส์เกาหลี การกลับมาอีกครั้งของอัยการหน้านิ่งและตำรวจหญิงผู้รักความยุติธรรม ในซีซันนี้เนื้อหาจะเน้นวิพากษ์ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบยุติธรรมเกาหลีใต้ รวมถึงศึกชิงอำนาจระหว่างอัยการและตำรวจ กับการตามสืบคดีฆาตกรรมที่ตำรวจต้องสงสัยว่าฆ่ากันเอง

Stranger หรือ Secret Forest เป็นซีรีส์เกาหลีแนวสืบสวนเรื่องดังที่ได้สองนักแสดงชั้นนำอย่าง โชซึงอู และ แบดูนา มาร่วมแสดง การเล่าเรื่องที่เน้นสะท้อนและเสียดสีสังคมเกาหลี โดยเฉพาะระบบยุติธรรมในวงการอัยการและวงการตำรวจอย่างถึงแก่น ซึ่งไม่เคยมีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่เจาะลึกวงการอัยการได้มากขนาดนี้มาก่อน ซีรีย์เกาหลี แนะนำ

Stranger ss2 มีความแตกต่างจากซีซันแรกพอสมควร โดยจุดเริ่มต้นของซีซันนี้จะเปิดฉากที่คดีการเสียชีวิตของวัยรุ่นที่จมน้ำตายสองคน แม้ว่าดูผิวเผินก็ไม่ใช่คดีลึกลับอะไรมาก แต่มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ชักนำให้สองตัวเอกอย่างซีมกและยอจิน ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง แต่การกลับมารอบนี้ทั้งสองคนกลับต้องยืนอยู่คนละฝั่งตามสังกัดของพวกเขาเองคือสำนักอัยการและหน่วยงานสืบสวนกลาง แถมมันยังนำไปสู่คดีที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นการฆาตกรรมของตำรวจกันเอง ที่นำไปสู่เรื่องราวที่ใหญ่โตกว่านั้น อีกทั้งบริษัทฮันโจกรุ๊ปที่เคยถูกพวกเขาเล่นงานเปิดโปงไปในซีซันแรก ก็ได้กลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้งเมื่อได้ประธานบริษัทคนใหม่ขึ้นมากุมบังเหียนแทนอีกด้วย

ซีรีส์มีทั้งหมด 2 ซีซัน ซีซันแรก 16 ตอน และ ซีซันสอง 16 ตอน จบเรียบร้อย แม้จะเปิดเรื่องมาด้วยคดีฆาตกรรมทั่วไป แต่ทุกคดีในซีซันนี้กลับมีความเกี่ยวพันกันอย่างคาดไม่ถึง โดยในตอนจบ เชื่อว่าต้องมีสร้างซีซัน 3 ต่อแน่นอน เพราะเป็นการจบแบบปลายเปิดมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าการปิดคดีในซีซันสอง ถือว่าผู้สร้างมีความ “กล้ามาก” เพราะเลือกที่จะจบซีซันในแบบที่เรื่องแนวสืบสวนที่มีคดีเส้นเรื่องหลักมักไม่ค่อยทำกัน ซึ่งหากทำได้ดีก็จะรุ่งไปเลย แต่ถ้าทำไม่ดีก็จะเป็นตอนจบที่ห่วยไปเลยเหมือนกัน

แต่ถ้ามองในแง่ว่า ซีรีส์นี้เลือกวิธีการจบแบบ “เรียล สมจริง” ก็ถือว่าน่าชมเชย เพราะทำได้ดีมาก ด้วยการที่ตัวเอกทั้งสองคนที่ต้องร่วมมือกันต่อสู้สืบสวนคดีกันมาตลอดซีซัน แม้จะสามารถเปิดโปงคดีสำคัญในเรื่องได้ แต่ก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ถึงอย่างนั้นซีรีส์ก็เลือกที่จะให้ความหวังกับตัวละครว่า ทำความดียังได้ดีเสมอ เพียงแต่มันอาจจะมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง

สเตรนเจอร์ ตัวละคร

ฮวังซีมก
อัยการหนุ่มแห่งสำนักอัยการตะวันออก ในวัยเด็กเขาประสบอุบัติเหตุ ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบสมองบางอย่างที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธรุนแรงได้ เขาจึงเข้ารับการผ่าตัดเอากลีบสมองส่วนหนึ่งออกเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ส่งผลทำให้เขากลายเป็นคนเย็นชา ไม่แสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้า

แต่ในทางกลับกัน มันทำให้เขาสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆได้ด้วยตรรกะและความมีเหตุผลในระดับสูงโดยที่ไม่มีอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาแทรกเกินไป เขายังมีความสามารถสูงในการจำลองสถานการณ์ในหัวสมอง เพื่อช่วยในการสืบหาความจริงของคดี ทำให้เขาเดินหน้ารักษาความยุติธรรมและขุดคุ้ยความอื้อฉายในกระบวนการยุติธรรมของเกาหลีใต้ต่อไปได้

ฮวังซีมกได้ร่วมมือกับฮันยอจินในการสืบหาความจริงเกี่ยวกับการฆาตกรรมในคดีพัคมูซองโดยบังเอิญ โดยปกติแล้วซีมกเป็นคนทื่อๆที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับอัยการคนใดได้ แต่เนื่องจากยอจินเป็นตำรวจหญิงที่มีสติและจิตใจดี ทำให้เธอสามารถเปิดใจซีมกได้ในที่สุด จนความสัมพันธ์ของทั้งสองกลายเป็นคู่หูที่รู้ใจกันและเชื่อใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาซีมกได้รับแต่งตั้งจากอธิบดีอัยการอีชางจุน ให้เป็นหัวหน้าทีมสืบสวนคดีพัคมูซอง เขาจึงได้เลือกสมาชิกทีมจากบรรดาอัยการและตำรวจมาร่วมมือกัน

โดยปกติแล้วซีมกไม่ค่อยมีสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมากนัก แต่ลึกๆแล้วเขาก็มีความผูกพันกับรุ่นน้องและรุ่นพี่ของตน เพียงแต่เขาไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าได้

หลังจากคลี่คลายคดีในซีซันแรก ซีมกถูกสั่งย้ายไปสองปี ก่อนที่จะถูกเรียกตัวกลับมาทำงานในสำนักอัยการสูงสุด แล้วต้องมาเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างอัยการและตำรวจในการแย่งสิทธิ์การสืบสวน รวมถึงคดีที่ตำรวจเสียชีวิตแล้วภายหลังเกิดความต้องสงสัยว่าเป็นการฆ่ากันเองของตำรวจ ทำให้การกลับมารอบนี้ เขาต้องมาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับยอจินที่ทำงานให้ตำรวจ แต่ที่จริงแล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็แอบร่วมมือในการสืบสวนหาความจริงกัน โดยที่คนภายนอกไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งสองคน

ฮันยอจิน
ตำรวจนักสืบหญิง ที่ได้เข้ามาทำคดีฆาตกรรมพัคมูซอง แล้วได้พบกับอัยการฮวังซีมกโดยบังเอิญ ด้วยความสงสัยในพฤติกรรมและการสืบสวนของอีกฝ่าย เธอจึงเริ่มติดตามและร่วมงานกับเขาแบบงงๆ แต่แล้วมันก็กลายเป็นความสัมพันธ์ในแบบที่อีกฝ่ายต่างก็ไว้เนื้อเชื่อใจและพึ่งพากันมากขึ้นเรื่อยๆ

ยอจินยังเป็นจำรวจหญิงที่มีความกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวความอยุติธรรม ชอบช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากแม้ว่าจะไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แล้วถึงแม้ว่าจะเป็นตำรวจหญิงเพียงคนเดียวของสถานีที่เธอประจำอยู่ แต่ความสามารถของเธอก็ไม่เป็นที่สงสัย ภายหลังเธอสงสัยพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงโดยเฉพาะผู้กำกับของเธอเองว่ามีความเกี่ยวข้องกับการรับสินบนและคดีอื้อฉาว จึงร่วมมือกับซีมกเพื่อสืบหาความจริง จากนั้นเธอก็เป็นสมาชิกคนแรกที่ได้เข้าร่วมทีมสืบคดีที่ซีมกได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีม

หลังจากคลี่คลายคดีของพัคมูซองในซีซันแรก ยอจินก็ได้เลื่อนขั้นแล้วได้ย้ายไปทำงานในหน่วยสืบสวนกลาง แล้วได้ร่วมเป็นตัวแทนของฝ่ายตำรวจในการแย่งชิงสิทธิ์การสืบสวนระหว่างตำรวจและอัยการ จึงต้องมาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับซีมก แต่ที่จริงแล้วทั้งสองกลับร่วมมือกันในการสืบหาความจริงเกี่ยวกับคดีที่ตำรวจต้องสงสัยว่าฆ่ากันเอง เพราะคดีนี้อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของหน่วยงาานตำรวจเสียหายแล้วมันอาจส่งผลกระทบต่อการแย่งชิงสิทธิ์การสืบสวนของฝั่งตำรวจด้วย

สถานะของทั้งซีมกและยอจินในซีซันสอง จึงแตกต่างไปจากซีแรก เมื่อพวกเขาจำเป็นต้องทำหน้าที่ตามหน่วยงานต้นสังกัดของตนเอง ซึ่งก็ไม่ได้มีฝ่ายใดถูกหรือผิด เพราะทั้งสองฝั่งก็มีเหตุผลของตัวเองในการแย่งอำนาจกัน พวกเขาจึงต้องทำตามหน้าที่ของตนในการสืบสวนเพื่อประโยชน์ของต้นสังกัด แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็คอยแอบช่วยเหลือกันและกันด้วย

ซอดงแจ
อัยการหนุ่มหล่อ จอมเนี้ยบ รุ่นพี่ของฮวังซีมก เคยเป็นคนสนิทที่ติดตามอีชางจุนนับสิบปี เป็นคนเจ้าเล่ห์ พูดจาดี เจรจาเก่ง พยายามทำทุกอย่างเพื่อไต่เต้าและไม่ค่อยถูกกับฮวังซีมกเท่าไรนัก ในซีซันสอง ดงแจเป็นคนนำข้อมูลเรื่องราวที่ตำรวจลาดตระเวนอาจจะทำการฆาตกรรมกันเองมาเสนอให้อูแทฮา เพื่อใช้คดีนี้เป็นอาวุธเล่นงานฝ่ายตำรวจ แต่คดีนี้ถูกมองให้ซีมกรับหน้าที่สืบสวนหลัก ด้านดงแจก็ได้เข้ามาร่วมมือกับซีมกด้วย

โดยเนื้อแท้แล้ว ดงแจก็เป็นอัยการที่รักความยุติธรรม แม้ภายนอกเขาจะเป็นคนเจ้าเล่ห์และเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ภายหลังจึงได้ร่วมมือกับซีมกในการสืบหาความจริงของคดี จัดว่าเป็นตัวละครสีเทาๆที่มีสีสันและน่าเอาใจช่วยมากในเรื่อง

อียองแจ
ภรรยาของอีชางจุน ลูกสาวของอียองบุน ประธานของบริษัทฮันโจกรุ๊ป หลังจากเหตุการณ์ตายของอีชางจุนและการเสียอำนาจของอียองบุน เธอก็ได้ขึ้นมารับตำแหน่งประธานบริหารบริษัทแทนพ่อของเธอ และต้องเปิดศึกแย่งชิงอำนาจกับพี่ชายตนเองด้วย

ชเวบิท
หัวหน้าหน่วยสืบสวนกลางของตำรวจ เป็นคนดึงตัวยอจินมาเข้าทีมตัวแทนของตำรวจในการโตแย้งกับอัยการ เบื้องหลังเธอยังเก็บงำความลับบางอย่างเอาไว้

อูแทฮา
หัวหน้าหน่วยสืบสวนภายในของสำนักอัยการสูงสุด ดึงตัวซีมกมาร่วมทีมในการโต้แย้งสิทธิ์กับตำรวจ แท้จริงเขามีส่วนเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ของ สส. และเขายังมีความเกี่ยวพันกับชเวบิทด้วย

Stranger ss2 รีวิว

สำหรับภาพรวมของ สเตรนเจอร์ 2 มีความแตกต่างจากซีซันแรกอยู่บ้าง ในแง่การเดินเรื่องนั้น ในซีซันแรกก็ค่อนข้างจริงจังและเข้มข้นอยู่แล้ว แต่ซีซันสองกลับเพิ่มความจริงจังมากขึ้นอีก แล้วยังมีการขยายสเกลเรื่องราวให้ใหญ่โตขึ้น อีกทั้งคดีฆาตกรรมในซีซันสองก็มุ่งเชื่อมโยงและเจาะเข้ามาถึงปัญหาในระบบราชการของเกาหลีใต้ในระดับโครงสร้างยิ่งกว่าภาคแรก ดูซีรี่ส์เกาหลี

ซึ่งถ้าย้อนไปซีซันแรก การเดินเรื่องจะคล้ายกับซีรีส์สืบสวนทั่วไปที่เน้นไปที่การสืบสวนหาความจริงในคดีฆาตกรรม แล้วนำไปสู่การขุดคุ้ยที่พบว่า เหยื่อที่ถูกฆาตกรรมมีความเกี่ยวพันกับผลประโยชน์และเรื่องอื้อฉาวของอัยการและนักการเมือง นักธุรกิจระดับสูง การสืบสวนจึงเป็นลักษณะที่มุ่งหาคนร้ายในคดีฆาตกรรมและสาเหตุเบื้องลึกที่เกี่ยวพันกับผู้คนวงในอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในสำนักอัยการ

สำหรับในซีซันสอง เรื่องเปิดขึ้นเมื่อ ฮวังซีมก ได้บังเอิญไปอยู่ในคดีการตายของวัยรุ่นสองคนที่จมน้ำบริเวณชายฝั่งที่จริงๆแล้วเป็นเขตห้ามเข้า ในขณะที่ ฮันยอจิน ซึ่งเวลานั้นรับตำแหน่งอยู่ในหน่วยสืบสวนกลาง ได้บังเอิญพบเบาะแสจากบนโซเชียลมีเดียที่ชี้ว่า การจมน้ำของวัยรุ่นทั้งสองคนอาจจะไม่ใช่อุบัตเหตุ แต่มาจากสาเหตุที่ว่ามีคนไปทำสายกั้นเขตห้ามเข้าขาด โดยคนที่ทำเป็นวัยรุ่นลูกคนรวย ซึ่งพวกเขาก็ใช้เงิน เส้นสาย และถึงขั้นเอาทนายที่เป็นอดีตอัยการมาช่วยจัดการคดีให้ซึ่งผลกระทบจากคดีนี้

ฮวังซีมกที่เป็นอัยการผู้ส่งเรื่องให้ตรวจสอบไปที่สำนักงานกลาง ก็ได้เกิดความสงสัยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วเขาก็ถูกดังตัวให้มาร่วมทำงานในสำนักอัยการสูงสุด แล้วก็ทำให้เขาต้องเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้งระหว่างอัยการและตำรวจระดับสูง ที่ต้องการแย่งชิงสิทธิในการมีอำนาจสืบสวน ทั้งฮวังซีมกและฮันยอจินดังนั้นการเล่าเรื่องในซีซันสองจึงมีการเดินเรื่องที่ฉีกออกไปจากซีซันแรกพอสมควร เพราะแม้ว่าเส้นเรื่องหนึ่งก็จะเน้นไปที่การสืบหาความจริงในคดีฆาตกรรม

แต่อีกเส้นเรื่องหลักที่สำคัญพอๆ กันคือการที่พระเอกและนางเอกได้เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งครั้งสำคัญระหว่างอัยการและตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการแย่งสิทธิการสืบสวน ซึ่งเป็นการเจาะไปถึงกระบวนการยุติธรรมของเกาหลีใต้อย่างถึงแก่น แล้วยังอธิบายให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่ออัยการมีอำนาจมาก (จนอาจจะเกินไป) ในการสั่งสืบสวนคดี และยังมีอำนาจที่จะไม่ฟ้องร้องได้ด้วยในภาพรวมของซีซันสองต้องเรียกว่ามีความจริงจังสูงมากในด้านการเล่าเรื่อง เพราะเป็นการสะท้อนปัญหาของวงการอัยการตำรวจของเกาหลีใต้ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมและเป็นข่าวดังในเกาหลีใต้ช่วงหลายปีหลังมานี้ ไม่ว่าจะเป็น

การรับเงินสินบนของอัยการ เพื่อทำให้คดีของผู้มีเงินและนักการเมืองไม่ต้องเข้ากระบวนการฟ้องร้อง
อดีตอัยการที่มักผันตัวไปเป็นทนายหรือที่ปรึกษาทางกฏหมายให้บริษัทใหญ่ ก็มักใช้ความได้เปรียบต่างๆเพื่อช่วยให้บริษัทใหญ่หรือลูกหลานที่กระทำผิดหลุดจากคดี โดยที่ตำรวจไม่มีอำนาจสั่งฟ้องหรือกักตัว
การมีความเกี่ยวข้องกันระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจใหญ่และนักการเมือง ที่ต่างฝ่ายก็เอื้อประโยชน์ให้กัน
การชิงอำนาจและการเมืองระหว่างตำรวจและอัยการ

ที่ต่างก็ต้องการหาโอกาสเพื่อเล่นงานอีกฝ่ายให้เสียภาพลักษณ์ จะได้นำมาใช้ประโยชน์ และเพิ่มความได้เปรียบให้ฝ่ายตนเองในการมีอำนาจสืบสวน
ทั้งหมดจัดว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมเกาหลีใต้ และก็มีข่าวออกมาตลอด จึงไม่น่าสงสัยว่าทำไมการเปิดฉากของซีรีส์เรื่องนี้ จึงมีการเขียนว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเรื่อง เป็นเรื่องสมมติ ไม่ว่าจะบุคคลจริงและสถานที่นั่นเอง

นอกจากนี้ในซีซันสองยังเจาะลึกเข้าไปที่กระบวนการยุติธรรมของเกาหลีใต้มากกว่าเดิมหากเทียบกับซีแรกที่ไม่ได้เจาะลึกขนาดนี้ ซึ่งในจุดนี้ผู้ชมชาวไทยอาจจะงงบ้างในช่วงแรก เนื่องจากสายอำนาจและการบังคับบัญชาในกระบวนการยุติธรรมของเกาหลีมีความแตกต่างจากของไทยอยู่บ้าง ซึ่งคนไทยทั่วไปก็ไม่ได้เข้าใจของไทยเราเองเท่าไหร่เหมือนกัน หากไม่ได้เป็นคนในสายงานเหล่านี้ หรือศึกษาเรื่องนี้มาก่อน แต่ที่จริงในเรื่องก็พยายามจะให้คนดูเข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้ว

โดยเฉพาะประเด็นอำนาจของอัยการ ที่เราจะพบว่าเรื่องได้นำเสนอให้เราเห็นว่าอัยการของเกาหลีดูจะเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจมากๆในการฟ้องร้องให้เป็นคดีความ ไปจนถึงมีอำนาจที่จะไม่ฟ้องร้องก็ยังได้ นั่นทำให้บรรดานักธุรกิจ นักการเมือง ต่างก็สร้างความสัมพันธ์กับอัยการ และตัวอัยการเองก็เข้าหานักธุรกิจด้วย ทุกฝ่ายจึงมีผลประโยชน์ต่อกัน ซึ่งในซีรีส์แฉประเด็นเหล่านี้ออกมาอย่างเต็มที่ ไม่มีกั๊ก

แม้ว่าประเด็นของเรื่องจะโคตรหนัก แต่ลำดับการเล่าเรื่องกลับทำได้ดีและน่าสนใจ ที่สำคัญคือ ตัวละครเอกของเรื่องอย่างฮวังซีมก เป็นพระเอกในแบบที่เราไม่ค่อยจะได้พบเห็นในซีรีส์เกาหลีสักเท่าไหร่ คือปกติพระเอกซีรีส์เกาหลีแนวสืบสวน มักสร้างคาแรคเตอร์อยู่ 2-3 รูปแบบ คือ พระเอกแนวฉลาดเป็นกรด เย็นชา ไม่ก็แนวเลือดร้อน รักความยุติธรรม และอีกแบบคือเป็นแนวจอมวางแผน ทะเยอทะยาน ไต่เต้า เป้นสายเทาไปเลย

สำหรับบทของ ฮวังซีมก พระเอกเรื่องนี้ ที่ได้นักแสดงดังอย่าง โชซึงอู กลับมารับบทอีกครั้ง ก็เป็นคาแรคเตอร์ในแบบพระเอกหน้าตาย ดูเหมือนไร้อารมณ์ แต่ซีรีส์กลับเล่าเรื่องโดยให้เราเห็นพฤติกรรมต่างๆของตัวเอกโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเปิดปากพูดบอกคนดูวาเขากำลังทำอะไรอยู่ แล้วเน้นไปที่กิจวัตรประจำวันของเขา ผสมผสานกับการสืบสวนคดี ที่เทคนิกและวิธีการในการสืบของเขาก็ไม่ได้โอเวอร์หรือเข้าใจยากอะไรมากมายนัก ดูแล้วน่าเชื่อถือว่า พระเอกก็ไม่ได้เป็นคนที่ฉลาดล้ำกว่าคนอื่นเกินไป

เพียงแต่ด้วยความที่เขาถูกตัดกลีบสมองบางส่วน มันทำให้เขาสามารถสืบสวนโดยตัดอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างออกไป ทำเรื่องต่างๆ ด้วยความใจเย็น มีสติสูงมาก เป็นตัวละครที่ไม่ฟูมฟาย หรือเอาอารมณ์มาร่วมมากนัก แตกต่างจากตัวเอกเกาหลีทั่วไป แต่ขณะเดียวกันบทที่เขาจะแสดงอารมณ์ออกมาก็ทำได้น่าเชื่อถือและดูอัดอั้นแทนตัวเอก ที่เขามีจำกัดในการแสดงอารมณ์ ตรงนี้ต้องยกนิ้วให้นักแสดงเลยว่าทำได้ดีมากในบทแบบนี้ แล้วในซีซันสองก็ยังคงทำได้เสมอต้นเสมอปลายด้วย

ด้านนางเอกอย่าง ฮันยอจิน ก็ได้ แบดูนา นักแสดงหญิงชื่อดังของเกาหลีกลับมารับบทอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้เธอได้สร้างชื่อเสียงจากการแสดงหนังและซีรีส์ในฮอลลีวูดและมีผลงานที่หลายคนจดจำมากและดูได้ใน Netflix เช่น Sense8 และ Kingdom ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่แสดงได้ดีมากในบทของตำรวจหญิงผู้รักความยุติธรรม จัดว่าเป็นการเลือกนักแสดงที่ดีเยี่ยมมาก เพราะแม้ว่าแบดูนาจะไม่ใช่นักแสดงหญิงที่สวยอะไรนักตามมาตรฐานดาราหญิงของเกาหลี หรือแม้แต่ในสายตาคนไทยเอง

แต่เธอมีออร่าของนักแสดงที่ชวนให้ดึงดูด น่าติดตาม เอาใจช่วย ซึ่งในซีซันสองเราจะพบว่าด้วยการเมคอัพให้เธอผมยาวขึ้นก็ยิ่งช่วยเพิ่มออร่าของเธอให้ยิ่งเด่น สะดุดตาขึ้นมาอีก อีกทั้งเคมีในการแสดงเข้าคู่กับพระเอกในเรื่องนี้ก็เข้าขากันสุดๆ มาตั้งแต่ซีซันแรก ทำให้ดูแล้วน่าเชื่อถือว่า นี่คือตำรวจและอัยการที่แม้ว่าภายนอกจะอยู่คนละฝ่าย แต่พอถึงเวลาต่างฝ่ายก็พร้อมร่วมมือกันสืบหาความจริงของคดีได้

สรุป ซีซันสอง ขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น กล้าเล่นในประเด็นโครงสร้างทางอำนาจและกระบวนการยุติธรรมของเกาหลีใต้แบบเชิงลึก เน้นที่ศึกระหว่างอัยการและตำรวจ ซึ่งไม่เคยมีเรื่องไหนทำได้ลึกขนาดนี้ นักแสดงหลักเล่นได้เยี่ยมมาก รูปแบบการเดินเรื่องไม่เหมือนซีรีส์เกาหลีทั่วไป